การทบทวนวรรณกรรมสารพฤกษเคมี และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ของสมุนไพรที่เป็นส่วนประกอบในพิกัดยาตรีกฏุก

  • สุภัทรา กลางประพันธ์ UBRU
  • กมลลักษณ์ ลือเรื่อง
  • มีนา โรจนโพธิ์
Keywords: สารพฤกษเคมี, ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา, พิกัดยาตรีกฏุก

Abstract

พิกัดยาตรีกฏุกถูกใช้ในทางการแพทย์แผนไทยมาอย่างยาวนาน โดยใช้เป็นยาปรับธาตุหรือปรับระบบภูมิคุ้มกันที่เกี่ยวข้องกับโรคในฤดูฝน ซึ่งในพิกัดยาตรีกฏุกจะประกอบด้วยสมุนไพร 3 ชนิด คือ ขิง (Zingiber officinale Roscoe.) พริกไทย (Piper nigrum Linn.)  และดีปลี (Piper retrofractum Vahl.) ในบทความปริทัศน์นี้เป็นการรวบรวมสารพฤกษเคมีและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสมุนไพรที่เป็นส่วนประกอบในพิกัดยาตรีกฏุกทั้ง  3  ชนิด  โดยสารพฤกษเคมีที่สำคัญที่พบในขิง  ได้แก่สารจินเจอรอล (gingerols)  และสารโชกาออล(shogaols)  สารพฤกษเคมีที่สำคัญที่พบในพริกไทยและดีปลี  คือสารเปปเปอร์รีน (piperine)  ส่วนฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสมุนไพรที่เป็นส่วนประกอบในพิกัดตรีกฏุกพบว่า  ขิงมีฤทธิ์ในการบรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ แก้คลื่นไส้อาเจียน ระงับปวด แก้อักเสบ  พริกไทยมีฤทธิ์ในการเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังมดลูก  ฤทธิ์ระงับปวด  ระงับอาการชัก  ต้านการอักเสบ  และมีฤทธิ์ในการยับยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์  ส่วนฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของดีปลีพบว่า  มีฤทธิ์ในการลดไขมันสะสมที่ตับ  ฤทธิ์ลดการอักเสบ  ระงับปวด  ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร  และยังมีผลในการต้านเชื้อแบคทีเรีย  ยับยั้งเซลล์มะเร็งต่อมน้ำเหลือง  เซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว  รวมทั้งมีฤทธิ์ในการต้านเชื้อไวรัสเดงกี่ที่เป็นสาเหตุของโรคไข้เลือดออกได้อีกด้วย  ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการทบทวนวรรณกรรมนี้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการศึกษาสารพฤกษเคมีและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของพิกัดยาตรีกฏุกต่อไป

References

1. มูลนิธิฟื้นฟูส่งเสริมการแพทย์แผนไทยเดิมฯ โรงเรียนอายุรเวท (ชีวกโกมารภัจจ์). (2548). ตำราเภสัชกรรมไทย. พิมพ์ครั้งแรก. กรุงเทพฯ : พิฆเณศ พริ้นท์ติ้ง เซ็นเตอร์.
2. นภาพร พัฒนาเจริญชัย และอรุณพร อิฐรัตน์. (2560). ฤทธิ์ต้านการแพ้ของพิกัดยาตรีกฏุก ตรีผลา และตรีสาร. ธรรมศาสตร์วารสาร. ปีที่ 17 (ฉบับที่ 4), 548-549.
3. โชติกา เทียบคำ ศุภชัย ติยวรนันท์ และธนิสร์ ปทุมานนท์. (2018). “ขิงแห้ง” สมุนไพรที่ใช้ทางเภสัชกรรมไทยตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์. ปีที่ 20 (ฉบับพิเศษ), 53-62.
4. นวลน้อย จูฑะพงษ์ และศจีรา คุปพิทยานันท์. (2557). ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของน้ำมันขิงต่อกล้ามเนื้อเรียบของหลอดลมที่แยกจากกายของหนูขาว. รายงานการวิจัยสาขาวิชาสรีรวิทยา สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี.
5. Department of Medical Sciences. (2019). Thai Herbal Pharmacopoeia. Vol.1. Nonthaburi : Ministry of Public Health.
6. อารยา ข้อค้า. (2017). สารพฤกษเคมีจากพริกไทยดำและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา, PKRU SciTech JOURNAL. ปีที่ 1 (ฉบับที่ 2), 29-31.
7. Department of Medical Sciences. (2009). Thai Herbal Pharmacopoeia. Vol.1. Nonthaburi : Ministry of Public Health.
8. คณะอนุกรรมการจัดทำตำราอ้างอิงยาสมุนไพรไทย. (2560). ดีปลี (DI PLI). วารสารการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก. ปีที่ 15 (ฉบับที่ 3), 379-383.
9. Department of Medical Sciences. (2007). Thai Herbal Pharmacopoeia. Vol.2. Nonthaburi : Ministry of Public Health.
10. วันดี กฤษณพันธ์. พฤกษเคมีเบื้องต้น. ใน นพมาศ สุนทรเจริญนนท์ (บรรณาธิการ). (2544). เภสัชวินิจฉัย ยาและผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ เล่มที่1. กรุงเทพฯ : แสงเทียนการพิมพ์. 34-102.
11. ลักษณา เจริญใจ, วิภาวี เสาหิน และปรีชา บุญจูง. (2556). การศึกษาองค์ประกอบของนํ้ามันระเหยง่ายจากเหง้าขิงสดและแคปซูลขิงในประเทศไทย. วารสาร เภสัชศาสตร์อีสาน. ปีที่ 9 (ฉบับที่1), 52-63.
12. Johji Y, Keizo M, Takeshi C, Tokunosuke S, Hajime F, Toshiaki T, Kimiko N and Toshihiro N. (1985). Cholagogic effect of ginger and its active constituents. Journal of ethnopharmacology. Vol.13 (No.2), 217-225.
13. Shim S, Kim S, Choi D-S, Kwon Y-B and Kwon J. (2011). Anti-inflammatory effects of [6]-shogaol: Potential roles of HDAC inhibition and HSP70 induction. Food and chemical toxicology. Vol.49 (No.11), 2734-40.
14. Li F, Nitteranon V, Tang X, Liang J, Zhang G, Parkin KL, Hu Q. (2012). In vitro antioxidant and anti-inflammatory activities of 1-dehydro-[6]-gingerdione, 6-shogaol, 6-dehydroshogaol and hexahydrocurcumin. Food chemistry. Vol.135 (No.2), 332-7.
15. Iwami M, Shiina T, Hirayama H, Shima T, Takewaki T, Shimizu Y. (2011). Inhibitory effects of zingerone, a pungent component of Zingiber officinale Roscoe, on colonic motility in rats. Journal of natural medicines. Vol.65 (No.1), 89-94.
16. Parmar VS, Jain SC, Bisht KS, Jain R, Taneja P, Jha A, Tyagi OD, Prasad AK, Wengel J, Olsen CE, Boll PM. (1997). Phyto chemistry of the genus Piper. Phytochemistry. Vol.46 (No.4), 597-673.
17. Pradip G, Vijay C, Priya S, Sujata L, Mahendra H, Harish L. (2014). Recent alkaloids from Dalbergia sissoo and various herbs as anticancer agents. Interna tional Journal of Traditional System of Medicine. Vol.1, 28-33.
18. ลักษณา เจริญใจ. (2551). ขิง สมุนไพรในครัวเรือน. สืบค้นเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2562 จาก URL. www.phargarden.com.
19. Choi WH, Jiang M and Chu J. (2013). Antiparasitic effects of Zingiber officinale (Ginger) extract against Toxoplasma gondii. Journal of Applied Biomedicine. Vol.11 (No.1), 15-26.
20. El-Abhar HS, Hammad LN and Gawad HS. (2008). Modulating effect of ginger extract on rats with ulcerative colitis. Journal of ethnopharmacology. Vol.118 (No.3), 367-372.
21. อินทัช ศักดิ์ภักดีเจริญ, สุนิตา มากชูชิต และอรุณพร อิฐรัตน์. (2557). การทดสอบฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งไนตริกออกไซด์ของสารสกัดสมุนไพรผสม. ธรรมศาสตร์เวชสาร. ปีที่ 14 (ฉบับที่ 1), 7-11.
22. Ekowati H, Achmad A, Prasasti E, Wasito H, Sri K, Hidayati Z, Ekasari T. (2012). Zingiber officinale, Piper retrofractum and combination inducedapoptosis and p53 expression in myeloma and WiDr cell lines. HAYATI Journal of Biosciences. Vol.19 (No.3), 137-140.
23. จงจินตน์ รัตนาภินันท์ชัย. (2530). ผลของ piperine ต่อการไหลเวียนของเลือดที่ไปยังมดลูก วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสรีรวิทยา มหาวิทยาลัยมหิดล.
24. TasleemF, Azhar I, Ali SN, Perveen S and Mahmood ZA. (2014). Analgesic and anti-inflammatory activities of Piper nigrum L. Asian Pacific journal of tropical medicine. Vol.7 (No.1), S461-S468.
25. Bukhari IA, Alhumayyd MS, Mahesar AL and Gilani AH. (2013). The analgesic and anticonvulsant effects of piperine in mice. Journal of Physiology and Pharmacology. Vol.64 (No.6), 789-794.
26. Tangyuenyongwatana P and Gritsanapan W. (2014). Prasaplai: An essential Thai traditional formulation for primary dysmenorrhea treatment. TANG. Vol.4 (No.2), 10-1.
27. Kim KJ, Lee MS, Jo K, Hwang JK. (2011). Piperidine alkaloids from Piper retrofractum Vahl. protect against high fat diet induced obesity by regulating lipid metabolism and activating AMP-activated protein kinase. Biochemical and Biophysical Research Communications. Vol.411 (No.1), 219–225.
28. Sireeratawong S, Itharat A, Lerdvuthisopon N, Piyabhan P, Khonsung P, Boonraeng S, Jaijoy K. (2012). Anti-Inflammatory, analgesic and antipyretic activities of the ethanol extract of Piper interruptum Opiz. and Piper chaba L. ISRN pharmacology. Vol.2012,1-6.
29. Sarfaraz S, Najam R and Sarfaraz A. (2014). CNS depressant, sedative and anxiolytic activity of ethanolic extract of fruit of Piper chaba revealed after neuropharmacological screening. International Journal of Pharmacy and Pharmaceutical Sciences. Vol.6 (No.11), 186-189.
30. เนตรนภา พรหมสวรรค์. (1998). การศึกษาสารต้านเชื้อจากผลดีปลี. โครงการพิเศษสาขาวิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
31. Phatthalung PN, Chusri S and Voravuthikunchai SP. (2012). Thai ethnomedicinal plants as resistant modifying agents for combating Acinetobacter baumannii infections. BMC Complementary and Alternative Medicine. Vol.12 (No.1), 1-8.
32. Klawikkan N, Nukoolkarn V, Jirakanjanakit N, Yoksan S, Wiwat C and Thirapanmethee K. (2011). Effect of Thai medicinal plant extracts against Dengue virus in vitro. Mahidol University Journal of Pharmaceutical Science. Vol.38 (No.1-2), 13-18.
Published
2019-12-31