กลุ่มอาการปวดประจำเดือน (โลหิตปกติโทษ) ตามคัมภีร์มหาโชตรัตของนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานเขตสกลนคร วิทยาเขตสกลนคร

  • พนิดา กมุทชาติ
Keywords: ประจำเดิอน, คัมภีร์มหาโชตรัต, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานเขตสกลนคร วิทยาเขตสกลนคร

Abstract

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลุ่มอาการปวดประจำเดือน (โลหิตปกติโทษ) ตามคัมภีร์มหาโชตรัตของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร เป็นการศึกษาแบบสำรวจในรูปแบบของการศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive Research) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร ชั้นปีที่ 1-3 จำนวน 204 คน เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2562 ใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยได้นำมาพัฒนาปรับปรุงใหม่ให้มีข้อคำถามที่สอดคล้องเหมาะสมตามทฤษฎีทางการแพทย์แผนไทยในคัมภีร์มหาโชตรัต และศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จากการศึกษาพบว่านักศึกษาที่มีโลหิตอันบังเกิดแต่หัวใจ จำนวน  21 คน (ร้อยละ 10.24) โลหิตอันบังเกิดแต่ขั้วดี จำนวน 13 คน (ร้อยละ 6.37) โลหิตอันบังเกิดแต่ผิวเนื้อ จำนวน 5 คน (ร้อยละ 2.45) โลหิตอันบังเกิดแต่เส้นเอ็น จำนวน 115 คน (ร้อยละ 56.37) โลหิตอันบังเกิดแต่กระดูก จำนวน 50 คน (ร้อยละ 24.50)  

            จากการศึกษาข้อมูลแสดงการวัดระดับความปวดประจำเดือนในรอบ 3 เดือน ที่ผ่าน พบว่านักศึกษาที่มีอาการปวดประจำเดือน ระดับ 5-6 (ปวดปานกลาง) จำนวน 54 คน คิดเป็นร้อยละ 42.18 นักศึกษาที่มีประจำเดือนระดับ 3-4 (ปวดบ้าง) จำนวน 49 คน คิดเป็นร้อยละ 38.28 นักศึกษาที่มีประจำเดือนระดับ 7-8 (ปวดมาก) จำนวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 13.28 ตามลำดับ ผลการศึกษาครั้งนี้สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานทางด้านการแพทย์แผนไทยที่นำไปสู่งานวิจัยเชิงลึกต่อไปทำให้เกิดความเข้าใจในลักษณะกลุ่มอาการปวดประจำเดือน (โลหิตปกติโทษ) ตามคัมภีร์มหาโชตรัตมากขึ้น

References

1. Cakir M, Mungan I, Karakas T, Girisken I, Okten A, (2007). Menstrual pattern and common
Menstrual disorders among university students in Turkey. Pediatrics International. 49 (6),
938-942.
2. Lee LK. (2006). Menstruation among adolescent girls in Malaysia : a cross-sectional school
survey. Singapore Med J. 47(10), 869-74.
3. Sherma P.,Malhotra C.,Taneja DK., Saha R. (2008). Problems related to menstruation Amongst
adolescent girls. Indian Journal of Pediatrics. 7(2), 125-129.
4. เยาวพา จงเป็นสุขเลิศ, ศรีนารี แก้วฤดี, สุกรี สุนทราภาและชวนชม สกนธวัฒน. (2551). ความชุกของ
ภาวะปวดประจำเดือนในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดขอนแก่น. วารสาร
Thai Journal of Obstetrics and Gynaecology, หน้า 47-53.
5. กองประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ. (2549). ตำราแพทย์แผนไทยทั่วไปสาขาเวชกรรม
เล่ม 1. สระบุรี: บริษัทไทยภูมิ พับลิชชิ่ง จำกัด.
6. วารุณี เพไรและภัทรพร อรัณยภาค. (2555). การศึกษาความชุกของการปวดประจาเดือนชนิดปฐม
ภูมิพฤติกรรมการจัดการตนเองและความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยบางประการกับการปวดประจำเดือน
ชนิดปฐมภูมิของนักศึกษามหาวิทยาลัยสยาม. วารสารพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยสยาม. หน้า 1-76.
7. เบญจมาศ เดชราช. (2554) การศึกษาความสัมพันธ์ของอาการปวดประจำเดือนกับทฤษฎีทางการ
แพทย์แผนไทย ในนักศึกษาคณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน
วิทยาเขตสกลนคร. การแพทย์แผนไทยบัณฑิต สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี
ราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร.
8. เทพลักษ์ ศิริธนะวุฒิชัย. (2549). ความชุกผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน,ความรู้และวิธีการปฏิบัติตัวใน
การรักษาภาวะการณ์ปวดระดูของนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม.วารสารวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยสารคาม. หน้า 86-95.
9. ธีรศักดิ์ ธำรงธีระกุล. (ม.ป.ป.) เรื่องความชุกของภาวะปวดประจำเดือนในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษา
ตอนปลายในจังหวัดขอนแก่น. วารสารการแพทย์: ขอนแก่น.
Published
2019-12-31